9 เมษา กทม.ปลุกจิตสำนึกคนกรุงร่วมรักษ์น้ำ แก้ปัญหาโลกร้อน

กทม. รณรงค์ลดโลกร้อนอย่างต่อเนื่องทุกวันที่ 9 ของเดือน 9 เมษา จัดกิจกรรม “น้ำ คือ ชีวิต” ปลุกจิตสำนึกคนกรุงร่วมกันอนุรักษ์น้ำ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า แก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.บรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดกิจกรรม “น้ำ คือ ชีวิต” ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อเนื่องในการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนของกรุงเทพมหานคร ทุกวันที่ 9 ของเดือน เพื่อปลุกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ และรักษาทรัพยากรน้ำสู่ ประชาชนทุกภาคส่วน รวมทั้งรณรงค์ให้เกิดการแก้ไขและบรรเทาปัญหาน้ำเน่าเสียในแม่น้ำลำคลองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน อีกทั้ง เพื่อเป็นการลดปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากการประปานครหลวง, กรมทรัพยากรน้ำ และสำนักการระบายน้ำ เข้าร่วมกิจกรรม และจัดนิทรรศการ "น้ำ คือ ชีวิต" ขึ้น ประกอบด้วยการจัดนิทรรศการ และการเสวนา เรื่อง "สายน้ำ สายชีวิต พิชิตโลกร้อน" จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จาก กรมทรัพยากรน้ำ, การประปานครหลวง, คุณภัทรพิมพ์ เศรษฐบุตร คอลัมน์นิสต์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ, รศ.ดร.บรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และซาร่า นลินธารา โฮเลอร์ กับ ต้า สักธทัศน์ กุลไพศาล ศิลปิน Academy Fantasia (AF)

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟฟ้า การเดินทาง การขนส่ง การบริโภค การสร้างที่อยู่อาศัย หรือการซื้อของ ล้วนมีส่วนสำคัญในการปล่อยก๊าซคาร์บอกไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง และทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น แม้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลกจะมีหลายด้าน แต่ด้านที่เราให้ความสำคัญในขณะนี้คือ น้ำ

"น้ำ" เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อทุกชีวิต ซึ่งทุกคนควรมีจิตสำนึกและตระหนักตั้งแต่วันนี้ว่า ทรัพยากรน้ำที่ทุกคนคิดกันว่าไม่มีวันจะหมดไปนั้น กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต กำลังจะขาดแคลน จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ ภาวะโลกร้อน ดังนั้น เราทุกคนต้องเริ่มต้นอนุรักษ์และรักษาน้ำที่มีอยู่เสียแต่วันนี้ ด้วยการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ใช้อย่างประหยัด รู้จักการหมุนเวียนการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ เช่น น้ำที่เหลือจากการซักล้าง นำมารดน้ำต้นไม้ นอกจากเป็นการไม่ทิ้งน้ำให้เปล่าประโยชน์แล้ว ยังเป็นการประหยัดเงินค่าน้ำด้วย ส่วนปัญหาน้ำเสียในกรุงเทพฯ นั้น ไม่สามารถแก้ไขได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐบาล เอกชน และประชาชนทั่วไป โดยบ้านเรือนต้องไม่ทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูลลงในแหล่งน้ำ หากปล่อยน้ำทิ้งควรปล่อยลงท่อระบายน้ำ ไม่ควรปล่อยลงคลองโดยตรง ในส่วนของเจ้าของสถานประกอบการขอความร่วมมือในการรวบรวมน้ำเสียบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อย ไม่ทิ้งลงคลองโดยตรง มาร่วมมือร่วมใจช่วยกันรักษาน้ำให้คงอยู่กับเราตลอดไปอย่างยั่งยืน ซึ่งทุกท่านสามารถดำเนินการได้ โดยเริ่มจากที่บ้านของท่าน เริ่มจากการใช้น้ำในชีวิตประจำวันอย่างรู้คุณค่าตั้งแต่วันนี้

ที่มา: 9 เมษา กทม.ปลุกจิตสำนึกคนกรุงร่วมรักษ์น้ำ แก้ปัญหาโลกร้อน

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่งตั้ง ปังปอนด์ ดำรง ตำแหน่ง “ยุวฑูตลดโลกร้อน”

ปังปอนด์

“ปังปอนด์” ดาราการ์ตูนขวัญใจเด็กๆ ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ดำรงตำแหน่ง “ยุวฑูตลดโลกร้อน” เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีในการรณรงค์เรื่องปัญหาภาวะโลกร้อนไปสู่เด็กๆและเยาวชนไทย พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์แอนิเมชั่น “ลดโลกร้อน กับปังปอนด์” การ์ตูนแอนิเมชั่นนำเสนอวิธีการลดปัญหาภาวะโลกร้อนง่ายๆ ที่ดูแล้วสนุกและได้ประโยชน์ไปกับปังปอนด์ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 16.00 น. เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันเสาร์ที่ 5 เมษายน 2551 พร้อมเตรียมกิจกรรมสคูลโปรแกรม “ลดโลกร้อน กับ ปังปอนด์” ในช่วงเปิดเทอม ซึ่งปังปอนด์ “ยุวฑูตลดโลกร้อน” และ เพื่อนๆ จะเข้าไปพบกับน้องๆ ถึงที่โรงเรียนทั่วประเทศ

นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า “เนื่องด้วยปัจจุบันวิกฤตภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องใกล้ตัวจนยากปฏิเสธ หลายฝ่ายเริ่มหันมาจริงจังกับการแก้ปัญหาโลกร้อนมากขึ้นและประชาชนก็ตื่นตัวที่จะเยียวยาโลกเพิ่มมากขึ้น การที่เราจะทำให้ทุกคนเข้าใจเรื่องภาวะโลกร้อนอย่างถูกต้อง และช่วยกันหาแนวทางในการแก้ปัญหาเป็นเรื่องที่กระทรวงฯ ได้ดำเนินการมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในส่วนของเด็กและเยาวชนถือเป็นประชากรสำคัญในอนาคต แต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของภาวะโลกร้อนที่ถูกต้อง เราจึงควรให้ความสนใจและให้ความสำคัญในการสื่อสารเรื่องนี้ไปสู่พวกเค้า เพื่อที่จะให้เด็กและเยาวชนจะเกิดความตระหนักในเรื่องดังกล่าวและสามารถก่อเกิดเป็นพลังเล็กๆ ที่จะช่วยกันดูแลโลกของเราพ้นจากภาวะวิกฤตนี้ได้”

“วิธีการสื่อสารไปสู่กลุ่มเด็กและเยาวชนที่จะเข้าถึงได้เป็นอย่างดี คือการนำเสนอในรูปแบบการ์ตูนและกิจกรรมที่จะมีโอกาสให้เด็กสามารถเข้าไปสัมผัส เพื่อจะได้รับรู้ประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้นๆ และการนำดาราการ์ตูนที่เป็นที่รู้จักและคุ้ยเคย จะทำให้เกิดความน่าสนใจในเนื้อหามากขึ้น ทางกระทรวงฯ ได้เล็งเห็นว่าดาราการ์ตูน “ปังปอนด์” เป็นดาราการ์ตูนไทยที่เป็นที่รู้จักมากว่า 20 ปี และมีผลงานออกสู่สายตาอย่างต่อเนื่องตลอดมา ทำให้ปัจจุบัน “ปังปอนด์” มีแฟนการ์ตูนที่เป็นเด็กและเยาวชนมากกว่า 500,000 คนทั่วประเทศ “ปังปอนด์” ในฐานะเด็กไทยคนหนึ่งที่มีความรักและใส่ใจในโลกใบนี้และได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการเป็นตัวแทนถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนไปสู่เด็กและเยาวชน ที่เป็นเพื่อนๆ ของปังปอนด์ทั่วประเทศผ่าน Edutainment TV Series และกิจกรรมต่างๆ ครบวงจรเพื่อมุ่งหวังให้เด็กไทยหันมาตระหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อนที่ผจญอยู่ในปัจจุบัน และช่วยกันเป็นแนวร่วมในการช่วยชะลอปัญหาภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น”

คุณสันติ เลาหบูรณะกิจ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วิธิตา แอนิเมชั่น จำกัด กล่าวว่า “บริษัท วิธิตา แอนิเมชั่น จำกัด รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ดาราการ์ตูน “ปังปอนด์” ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นยุวฑูตลดโลกร้อน เพื่อเป็นตัวแทนในการให้ความรู้เรื่องปัญหาภาวะโลกร้อนไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กและเยาวชน ในการนี้บริษัทฯ จึงได้สร้างสรรค์งานแอนิเมชั่นชุด “ลดโลกร้อน กับ ปังปอนด์” เพื่อเป็นสื่อในการให้ความรู้เรื่องดังกล่าวในรูปแบบที่ดูแล้วสนุก เข้าใจง่าย รวมถึงได้ความรู้เรื่องปัญหาภาวะโลกร้อนอีกด้วย”

“การทำงานแอนิเมชั่นชุดนี้มีความยากอยู่ในส่วนของเนื้อหา โดยเราต้องศึกษาค้นคว้าเนื้อหาที่เกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น แล้วนำมาปรับและเขียนออกมาเป็นบทที่จะสื่อให้เด็กๆ เข้าใจได้โดยง่ายโชคดีที่เราได้ความช่วยเหลือจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการสนับสนุนด้านข้อมูลและดูแลเรื่องความถูกต้องของบททำให้ทำงานได้เร็วขึ้น ในส่วนของการผลิตเป็นเนื้องานแอนิเมชั่นในครั้งนี้เราใช้เทคนิคตูนเฉด (ผสมระหว่างแอนิเมชั่น 2 มิติและแอนิเมชั่น 3 มิติ) เพื่อทำให้ภาพออกมาดูสดใสและมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเราได้รวบรวมวิธีง่ายๆ ในการช่วยกันลดปัญภาวะโลกร้อน 52 วิธี มาจัดทำเป็นแอนิเมชั่นทั้งหมด 52 ตอน ให้ทุกคนได้ความบันเทิงและความรู้ไปด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวดูและได้รับความสนุกไปได้ด้วยกัน นอกจากนี้ยังได้จัดทำหนังสือการ์ตูน “ลดโลกร้อน กับ ปังปอนด์ ซึ่งเป็นหนังสือการ์ตูนฉบับพิเศษในรูปแบบของ Edu’toon ที่รวบรวมเรื่องราวและวิธีการต่างๆ ในการลดปัญหาภาวะโลกร้อน ที่อ่านสนุกและเข้าใจง่ายไว้เป็นคู่มือในการลดภาวะโลกร้อนให้เด็ก ๆ ได้อ่านกัน โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ในการจัดทำในครั้งนี้”

คุณสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 กล่าวว่า “ช่อง 3 มีความยินดีที่ปังปอนด์ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดำรงตำแหน่ง “ยุวฑูตลดโลกร้อน” และเริ่มภารกิจแรกที่ตัวเองถนัดที่สุดคือการกลับมาพบกับน้องๆ อีกครั้งทางหน้าจอช่อง 3 พร้อมกับภารกิจสำคัญที่ต้องการความช่วยเหลือจากน้องๆ และเพื่อนๆ ทุกคน ที่จะต้องช่วยกันทำให้โลกใบนี้น่าอยู่และเป็นที่เล่นชิ้นใหญ่ของเด็กๆ ต่อไป”
“การ์ตูนแอนิเมชั่น “ลดโลกร้อน กับ ปังปอนด์” จะเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นจบในตอน ที่มีสีสันและความน่ารักของการ์ตูนในสไตล์ของวิธิตา แอนิเมชั่น น้องๆ จะสนุกและได้รับความรู้เกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นผ่านคาร์แร็กเตอร์ “ปังปอนด์และเพื่อนๆ” เมื่อน้องๆ ได้ดูแล้วจะซึมซับวิธีการที่จะช่วยกันลดปัญหาภาวะโลกร้อนในแบบต่างๆ มากกว่า 50 วิธี ที่น้องๆ สามารถนำไปปฏิบัติหรือบอกต่อเพื่อนๆ ได้อย่างง่ายๆ แถมยังได้ความสนุกสนานในระหว่างดูอีกด้วย (ใช้ความบันเทิงนำและสอดแทรกวิธีการลดปัญหาภาวะโลกร้อน) โดยแอนิเมชั่นชุดนี้จะมาพบกับน้องๆ ทุกวันเสาร์เวลา 16.00 น. โดยประมาณ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เริ่มตอนแรกวันเสาร์ที่ 5 เมษายน 2551 นี้ (จำนวนตอนรวมทั้งสิ้น 52 ตอน) ซึ่งตรงกับช่วงปิดภาคเรียนของเด็กๆ พอดี ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นสื่อที่เข้าถึงเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี และทางเรารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมอบสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและเยาวชนไทยผ่านทางหน้าจอช่อง 3”
คุณธีระ นภาพฤกษ์ชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮานามิ ฟู้ดส์ จำกัด กล่าวว่า “ทางบริษัท ฮานามิ ฟู้ดส์ จำกัด โดยผลิตภัณฑ์ถั่วลันเตาอบกรอบตรา สแน็คแจ๊ค ได้ร่วมให้การสนับสนุนโครงการ “ลดโลกร้อน กับ ปังปอนด์” เนื่องจากเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์และสนับสนุนให้เด็กๆ ได้มีการเรียนรู้นอกห้องเรียนอีกด้วย นอกเหนือจากการให้การสนับสนุนโครงการนี้แล้ว บริษัทฯ ยังได้ร่วมจัดกิจกรรม สคูลโปรแกรม “ลดโลกร้อน กับ ปังปอนด์” ในช่วงเปิดเทอม เริ่มในเทอมแรกเดือนมิถุนายน 2551 กิจกรรมดีๆ ที่ปังปอนด์ “ยุวฑูตลดโลกร้อน” และ เพื่อนๆ จะเข้าไปพบกับน้องๆ ระดับประถมศึกษาถึงที่โรงเรียนทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นที่ 100 โรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีภารกิจเชิญชวนน้องๆ ทั่วประเทศร่วมสนุกกับกิจกรรมที่ให้ความรู้กับน้องๆ เรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน และร่วมลงชื่อเป็น “ยุวฑูตลดโลกร้อน กับปังปอนด์” เพื่อจะได้ร่วมกันเป็นแนวร่วมในการลดปัญหาภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน โดยในเทอมแรกนี้คาดว่าจะได้น้องๆ ที่จะมาร่วมกันกับ “ปังปอนด์” ในการเป็นยุวฑูตที่จะช่วยประชาสัมพันธ์วิธีการลดโลกร้อน ไปสู่คนใกล้ตัวไม่น้อยกว่า 50,000 คน ซึ่งทางเราได้ร่วมจัดทำสื่อการเรียนการสอนเป็นวิธีการลดโลกร้อนง่ายๆ ในโรงเรียน ไปแจกให้กับโรงเรียนที่ร่วมโครงการและโรงเรียนที่สนใจอีกด้วย รวมถึงได้ออกแบบและจัดทำวิธีการลดโลกร้อน กับ ปังปอนด์ ที่ออกแบบด้วยลายการ์ตูนน่ารัก ๆ จาก “ปังปอนด์” จัดพิมพ์ลงบนซองสแน็คแจ๊ค ให้น้องๆ ได้อ่าน ได้ความรู้พร้อมกับความอร่อย ถือเป็นการสานต่อกิจกรรมอย่างครบวงจร เพื่อมุ่งหวังให้เด็กไทยหันมาตระหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อนที่ผจญอยู่ในปัจจุบัน"

ที่มา: กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่งตั้ง ปังปอนด์ ดำรง ตำแหน่ง “ยุวฑูตลดโลกร้อน”

ดาราช่อง 3 ร่วมใจลดโลกร้อน กับ ธกส. ร่วมกันปลูกป่าชายเลน เฉลิมพระเกียรติ จ.สมุทรสาคร

ดาราช่อง 3 ร่วมใจลดโลกร้อน กับ ธกส. ร่วมกันปลูกป่าชายเลน เฉลิมพระเกียรติ จ.สมุทรสาคร

ไทยทีวีสีช่อง 3 นำโดย นาย บริสุทธิ์ บูรณะสัมฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และ นายสำราญ ฉัตรโท รองผู้จัดการฝ่ายข่าวช่อง 3 นำเหล่าดาราของสถานี อาทิ โฬม พัชฏะ นามปาน, อาร์ต พศุตม์ บานแย้ม, บอย โชคชัย บุญวรเมธี, เจิน วรัญญา เจริญพรสิริสุข, โบว์ เบญจวรรณ อาร์ดเนอร์ และ 2 ผู้ประกาศจากรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ สายสวรรค์ ขยันยิ่ง และ ธีระ ธัญญอนันต์ผล ร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณพื้นที่ป่าชายเลน นิคมสหกรณ์ โคกขาม หมู่ 3 ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร โดยมี พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ร่วมกับนายวีรยุทธ์ เอี่ยมอำภา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และนายธีระพงษ์ ตั้งธีระสุนันท์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) เมื่อวันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2551

สำหรับโครงการปลูกป่าชายเลนเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ จัดขึ้นฟื้นฟูป่าชายเลนและก่อให้เกิดความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ตามระบบนิเวศวิทยา เพื่อเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และอนุบาลสัตว์น้ำข้ออ่อนตลอดจนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำในพื้นที่โดยหลังเสร็จพิธีการเหล่าดารานักแสดงผู้ประกาศของช่อง 3 ได้ลงพื้นที่และร่วมปลูกต้นตระกูลแสมประมาณ 400 ต้น โดยครั้งนี้ได้ปลูกเป็นพื้นที่จำนวน 10 ไร่ จะได้ทยอยปลูกจนครบ 120 ไร่ต่อไป

หนุ่มโฬม พัชฏะ นำทีมผองเพื่อนดารา อาทิ หนุ่ม อาร์ต พศุตม์ คนพื้นที่จังหวัดนี้พร้อมด้วยดาราทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ที่ลืมสวยลืมหล่อลงมาลุยเลน เพื่อปลูกอย่างสนุกสนานโดยไม่หวั่นกับอากาศที่ร้อนระอุ โดยหนุ่ม ธีระ และสาว สายสวรรค์ ผู้ประกาศจากเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ที่ร่วมปลูกจนเสร็จแปลงและเมื่อเสร็จสิ้นการปลูกต้นแสมลงแล้ว ยังมีคณะตลกใจดี “เอ็ดดี้ ผีน่ารัก” มาให้ความบันเทิงกับดารานักแสดง ที่มาร่วมให้ความสนุกในครั้งนี้อีกด้วย

โดยดาราทั้งหมดต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ปลื้มใจกับผลงานของตัวเองในวันนี้ นอกจากช่วยรณรงค์ให้ประชาชนได้หันมาใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมแล้วยังช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย

ที่มา: ดาราช่อง 3 ร่วมใจลดโลกร้อน กับ ธกส. ร่วมกันปลูกป่าชายเลน เฉลิมพระเกียรติ จ.สมุทรสาคร

กลุ่มบริษัทอูเบะ(ประเทศไทย) นำร่องอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ลดก๊าซเรือนกระจกลดภาวะโลกร้อน

กลุ่มบริษัทอูเบะ(ประเทศไทย) นำร่องอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ลดก๊าซเรือนกระจกลดภาวะโลกร้อน ในโรงงานคาโปรแลคตัม เผยนับเป็นโรงงานแรกของโลก สามารถลดก๊าซไนตรัสออกไซด์ได้เทียบเท่าก๊าซคาบอนไดออกไซด์ 170,000 ตันต่อปี คาดว่าติดตั้งระบบเสร็จไตรมาส 3 ของปี 2551

ดร. จรัญญา พิชิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอูเบะ (ประเทศไทย) กล่าวว่า กลุ่มบริษัท อูเบะ (ประเทศไทย) โดยบริษัท คาโปรแลคตัมไทย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกันกับ บริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น พัฒนาโครงการลดก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O Reduction Project) ซึ่งเป็นก๊าซ เรือนกระจกชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตสารคาโปรแลคตัม โดยนำเทคโนโลยีอันทันสมัยด้วยงบประมาณลงทุนกว่า 120 ล้านบาท ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะทำการเปลี่ยนก๊าซไนตรัสออกไซด์ไปเป็นก๊าซไนโตรเจนและออกซิเจน ซึ่งเป็นก๊าซที่มีอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติ ก่อนจะปล่อยออกสู่บรรยากาศ คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ออกสู่บรรยากาศลงได้ถึง 550 ตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 170,000 ตันที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าขนาด 40 เมกะวัตต์ ทั้งนี้โครงการดังกล่าวของบริษัท คาโปรแลคตัม ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา ทั้งนี้บริษัทฯ จะเริ่มดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์เครื่องจักรหลังจากนี้ทันที และคาดว่าดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ในไตรมาส 3 ของปี 2551

การลงทุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มบริษัทอูเบะ (ประเทศไทย) นี้ นับเป็นโครงการแรกของโลกที่ติดตั้งให้กับโรงงานผลิตคาโปรแลคตัม และนับเป็นโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีรายแรกในประเทศไทย ที่ดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน ดร.จรัญญา กล่าว

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศ ทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นและทำให้สภาพภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง ประเทศนานาชาติภายใต้องค์การสหประชาชาติจึงได้ร่วมลงนามรับรองอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งใช้ชื่อว่าพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) และจากการรับรองพิธีสารเกียวโตนี้ ทำให้เกิดโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism หรือ CDM) ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศ

กลุ่มบริษัทอูเบะ(ประเทศไทย) ตระหนักถึงความสำคัญในการรักษาสภาพแวดล้อม โดยระยะที่ผ่านมาได้มีโครงการต่างๆ นอกเหนือจากโครงการลดก๊าซไนตรัสออกไซด์แล้ว กลุ่มบริษัทอูเบะ (ประเทศไทย) ยังมีโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการ Reverse Osmosis ซึ่งเป็นการนำน้ำที่ใช้แล้วผ่านกระบวนการเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งนอกจากช่วยสิ่งแวดล้อมแล้ว บริษัทฯ ยังได้ประโยชน์ในช่วงวิกฤตภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปี 2548 เพราะการทำระบบ Reverse Osmosis ทำให้บริษัทฯ ได้รับผลกระทบน้อย และสามารถคงอัตราการผลิตในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้น บริษัทฯ ก็ได้ทำโครงการ AR Boiler ซึ่งเป็นการนำของเสียมาเผาเพื่อผลิตไอน้ำสำหรับใช้ในขบวนการผลิต ทำให้บริษัทฯ สามารถลดการใช้ไอน้ำจากโรงไฟฟ้าลงได้จำนวนมาก ทำให้ช่วยในลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกสู่บรรยากาศ และส่าสุดก็คือการมีส่วนร่วมในการลดปัญหาโลกร้อนตามแนวทางกลไกการพัฒนาที่สะอาดดังกล่าว

ที่มา: ข่าว-กลุ่มบริษัทอูเบะ(ประเทศไทย) นำร่องอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ลดก๊าซเรือนกระจกลดภาวะโลกร้อน

ดึงดารานักร้องร่วมรณรงค์ ปิดไฟ 1 ชั่วโมง ลดโลกร้อน

รศ.ดร.บรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำคณะเดินรณรงค์กิจกรรม “ปิดไฟ 1ชั่วโมง ลดโลกร้อน” ร่วมกับศิลปินนักร้อง Academy Fantasia (AF) เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของภาวะโลกร้อน และร่วมกันประหยัดพลังงานบริเวณเส้นทาง ถ.ข้าวสาร จากโรงเรียนวัดชนะสงคราม — ถ.ข้าวสาร โดยเน้นขอความร่วมมือไปยังกลุ่มผู้ใช้กระแสไฟฟ้าหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการบน ถ.ข้าวสาร กลุ่มบ้านพักอาศัย กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ กลุ่มหน่วยงานราชการร่วมกิจกรรมจากนั้นวันที่ 19 มี.ค. 51 เวลา 19.00 น. จะจัดกิจกรรมรณรงค์ที่เส้นทาง ถ.เยาวราช จากสี่แยกเฉลิมบุรี - สี่แยกราชวงศ์ และในวันที่ 22 มี.ค. 51 เส้นทางสุขุมวิท ตั้งแต่นานาแควร์ - สถานีรถไฟฟ้าอโศก ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมการปิดไฟในวันที่ 29 มี.ค. 51 จะมีการคำนวณหาผลความต่างของปริมาณการใช้พลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจกจากการเปิดและปิดไฟเพื่อสรุปผลและกำหนดกิจกรรมรณรงค์สร้างกระแสลดภาวะโลกร้อน

สำหรับโครงการดังกล่าวกรุงเทพมหานครได้ร่วมกับ WWF องค์กรภาครัฐ และเอกชน อาทิ กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง จัดขึ้น พร้อมกับเมืองใหญ่อีก 23 เมืองทั่วโลก อาทิ ซิดนีย์ มะนิลา ซานฟรานซิสโก โคเปนเฮเกน โตรอนโต ชิคาโก ฯลฯ เพื่อเป็นการรณรงค์ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนและลดการใช้พลังงาน โดยกำหนดร่วมกันปิดไฟ ในวันที่ 29 มี.ค. 51 ตั้งแต่เวลา 20.00-21.00 น.

จึงขอเชิญชวนประชาชนพร้อมใจกันแสดงพลังลดภาวะโลกร้อนโดยดับไฟที่ไม่จำเป็นภายในบ้าน 1 ชั่วโมง ในวันที่ 29 มี.ค.51 เวลา 20.00—21.00 น.
ที่มา: ดึงดารานักร้องร่วมรณรงค์ ปิดไฟ 1 ชั่วโมง ลดโลกร้อน

ซีพีเอฟเดินหน้าโครงการลดโลกร้อน พัฒนาโรงไฟฟ้าระบบ CO-GENERATION หลังประสบความสำเร็จจากโครงการนำร่อง

รายงานข่าวจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อนและการลดการใช้พลังงานมาโดยตลอด ทั้งยังได้รับคัดเลือกจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทน กระทรวงพลังงาน ให้ดำเนินการพัฒนาโรงไฟฟ้าระบบพลังงานความร้อนร่วม (CO-GENERATION หรือ Co-Gen) เป็นโครงการนำร่องของการจัดการและอนุรักษ์พลังงานครั้งแรกของประเทศไทย เมื่อปี 2542 ในพื้นที่ บมจ.กรุงเทพโปรดิ๊วส์ จ.สระบุรี ซึ่งครั้งนั้นใช้เงินลงทุน 190 ล้านบาท ภายใต้การสนับสนุนจากธนาคารโลกและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งพบว่าโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างมาก เนื่องจากสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเฉลี่ยปีละ 47 ล้านบาทต่อเนื่องมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

ด้านนายอนุรัตน์ สุธรรมนิรันด์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โรงไฟฟ้าระบบพลังงานความร้อนร่วมในพื้นที่ บมจ.กรุงเทพโปรดิ๊วส์ จ.สระบุรี เป็นการนำก๊าซธรรมชาติประมาณ 35,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน มาผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยระบบความร้อนจากการปั่นไฟ เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการผลิต โดยจะได้พลังงานออกมา 2 รูปแบบ คือ พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 4.5 เมกะวัตต์ และพลังงานไอน้ำ กำลังการผลิต 10 ตันต่อชั่วโมง หรือ ร้อยละ 50 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดที่ 8เมกะวัตต์ ซึ่งช่วยให้เกิดการประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 47 ล้านบาทต่อปี และลดการใช้น้ำมันเตาในกระบวนการผลิต 2,600,000ลิตรต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท ซึ่งสามารถลดต้นทุนการผลิตโดยรวมได้ประมาณร้อยละ 1 ต่อปี

ดังนั้น ซีพีเอฟ จึงทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายผลโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าระบบพลังงานความร้อนร่วม ในสถานประกอบการของบริษัทอีกหลายแห่ง โดยใช้โครงการนำร่องของประเทศไทยในพื้นที่ บมจ.กรุงเทพโปรดิ๊วส์ จ.สระบุรี เป็นต้นแบบ

โรงไฟฟ้าระบบ CO-GENERATION คือการนำเอาเชื้อเพลิง เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หรือชีวมวล มาผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะเกิดความร้อนจากการปั่นไฟ โดยโรงไฟฟ้าระบบ Co-Gen นี้จะนำความร้อนที่เกิดจากการปั่นไฟดังกล่าวไปต้มน้ำสำหรับใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งการนำเชื้อเพลิงมาใช้ผลิตทั้งไฟฟ้าและไอน้ำในคราวเดียว ทำให้เกิดการประหยัดค่าพลังงานจากเดิมที่ต้องซื้อทั้งไฟฟ้าและเชื้อเพลิงมาต้มน้ำเพื่อผลิตไอน้ำ หลักการดังกล่าวนี้ทำให้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของโรงไฟฟ้า CO-GEN เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80 จากโรงไฟฟ้าระบบทั่วไปที่ให้ประสิทธิภาพเพียงประมาณร้อยละ 50 เนื่องจากไม่มีการนำความร้อนที่เกิดขึ้นจากการปั่นไฟกลับมาใช้


ที่มา: ซีพีเอฟเดินหน้าโครงการลดโลกร้อน พัฒนาโรงไฟฟ้าระบบ CO-GENERATION หลังประสบความสำเร็จจากโครงการนำร่อง

ดันนโยบายลดโลกร้อนเป็นวาระแห่งชาติ

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยเกี่ยวกับการลดปัญหาภาวะโลกร้อน ว่า กรุงเทพมหานครจะผลักดันนโยบายแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนโดยกำหนดเป็นวาระกรุงเทพฯ Bangkok Green Agenda 2008 ในแนวทาง 5 แนวทาง คือ

  1. Green Society คือ การส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน การใช้จักรยานแทนรถยนต์ การเดินในระยะทางใกล้ๆ การส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก และการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแทนการเดินทาง
  2. Green Living การส่งเสริมด้านสุขภาพอนามัย การปรับเปลี่ยนวิถีการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ การออกกำลังกายในสวนสาธารณะ
  3. Green Generation การสร้างคนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความรู้และจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา
  4. Green Zone การกำหนดพื้นที่สีเขียวที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี และ
  5. Green Economy การดึงภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ดึงภาคีธุรกิจ เช่นสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าต่างๆ เข้ามาสนับสนุนธุรกิจที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้กรุงเทพมหานครจะผลักดันนโยบายลดภาวะโลกร้อนให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งในระดับนานาชาติได้ให้ความสำคัญ จัดกิจกรรมและกำหนดนโยบายกับเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง ทั้งนี้กรุงเทพมหานครได้ยกนโยบายลดภาวะโลกร้อนเป็นนโยบายหลักและจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

ที่มา: ดันนโยบายลดโลกร้อนเป็นวาระแห่งชาติ

ญี่ปุ่น-อังกฤษ-สหรัฐ เตรียมเสนอตั้งกองทุนสู้ภาวะโลกร้อนในที่ประชุม G7

ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐ เตรียมเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนพิเศษในที่ประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมทั้ง 7 หรือ G7 วันเสาร์นี้ที่กรุงโตเกียว เพื่อที่จะส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีสะอาด ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามที่จะแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพบรรยากาศ

เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังญี่ปุ่นกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ทั้ง 3 ประเทศกำลังตรวจสอบแผนการจัดตั้งกองทุนเทคโนโลยีสะอาดนานาชาติร่วมกับธนาคารโลก โดยญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐ จะได้อธิบายรายละเอียดของการอภิปรายของทั้ง 3 ประเทศในเรื่องการจัดตั้งกองทุน ซึ่งหลังจากนั้นเราก็จะได้เห็นว่าประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมจะมีปฏิกริยาอย่างไรกับข้อเสนอดังกล่าว


ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่า แผนการดังกล่าวจะถูกบรรจุไว้ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของกลุ่ม G7 ซึ่งมีแคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี เป็นสมาชิกด้วย หากข้อเสนอดังกล่าวได้รับการสนับสนุน องค์กรต่างชาติอย่างเศรษฐกิจโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศกธจเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย

สำนักข่าวธอมสันไฟแนนเชียลรายงานว่า ญี่ปุ่นจะรับหน้าที่เป็นผู้นำในการอภิปรายเรื่องมาตรการต่างๆที่จะนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม G8 ซึ่งมีรัสเซียเข้าร่วมด้วย ในวันที่ 7-9 ก.ค.ที่รีสอร์ทเมืองโตยาโกะ

http://www.ryt9.com/news/2008-02-07/iqede39af99a206029193ba7d78d24e75e/

กบข.ตระหนักความรับผิดชอบต่อสังคม —สิ่งแวดล้อม ร่วมรณรงค์การประหยัดพลังงาน

กรุงเทพฯ--15 ม.ค.--กบข.

กบข. ร่วมส่งเสริมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดภาวะโลกร้อน ชูโครงการ GPF Go Green ร่วมรณรงค์ประหยัดพลังงาน ลดภาวะโรคร้อน นายวิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่าในปัจจุบันได้มีหลายหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและเอกชน ให้ความสนใจและหันมาให้ความสำคัญด้านการอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการ ปลูกป่า กิจกรรมการประหยัดพลังงาน กิจกรรมการใช้พลังงานทดแทน ทั้งนี้ กิจกรรมของแต่ละหน่วยงานล้วนมีเป้าหมายเพื่อลดมลภาวะและรักษาธรรมชาติเพื่อลดปัญหาโลกร้อน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่ในขณะนี้

กบข. เองในฐานะนักลงทุนสถาบัน ได้ให้ความสำคัญกับด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเสมอมาเช่นกัน และล่าสุดในปี 2551 นี้ กบข.ได้กำหนดทิศทางสู่การเอาใจใส่ดูแลรักษาสังคม สิ่งแวดล้อม โดยได้กำหนดโครงการ GPF Go Green ซึ่งหมายถึง กบข.จะร่วมกันรณรงค์ประหยัดพลังงานและการใช้ทรัพยากรทุกรูปแบบ เพื่อร่วมกันลดภาวะโลกร้อน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กบข. ได้มีการกำหนดเป้าหมายและนโยบายเพื่อกระตุ้นให้นักลงทุนทั่วไปได้ระลึกและตระหนักถึงร่วมมือกันประหยัดและใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และให้ความร่วมมือกันรักษาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กรเสมอมา สำหรับในในปีนี้ กบข. ได้กำหนดเป็น Core issues เกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ได้ทำมาแล้วต่อเนื่องต่อไป ไม่ว่าจะเป็นโครงการการจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ Green Procurement handbooks โดยมีคู่มือการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โครงการร่วมใจประหยัดพลังงาน อาทิ การติดตั้งเครื่องจ่ายไฟฟ้าแบบตั้งเวลา การควบคุมการใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยต่อตารางเมตร การจัดทำตารางเปรียบเทียบค่าไฟย้อนหลัง เป็นต้น โครงการ กบข. ช่วยชาติ เพื่อรณรงค์ให้พนักงานมีจิตสำนึกในการประหยัดพลังงาน อาทิ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทนจากการใช้น้ำมันเบนซินเป็นก๊าซโซฮอลล์ การปิดสวิตซ์ไฟทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน การปลูกจิตสำนึกให้กับพนักงานในการ Reuse กระดาษ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในการให้ความสำคัญกับเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับทุกคน รวมทั้งเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรเริ่มต้นได้ในวันนี้ เพื่อเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงโลกใบใหม่ของพวกเรา

ที่มา: http://www.ryt9.com/news/2008-01-15/iqab52799a337ae5c85ba5e2191f6690a4/

ดั๊บเบิ้ล เอ ร่วมมือ 4 องค์กรพันธมิตร ปลูกปัญญาให้โรงเรียนในชนบท

กรุงเทพฯ--11 ม.ค.--คิธ แอนด์ คินฯ

ดั๊บเบิ้ล เอ ร่วมกับ 4 องค์กรพันธมิตร อาทิ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดโครงการปลูกปัญญา 80 โรงเรียนในชนบท เพื่อลดภาวะโลกร้อน และเพิ่มรายได้หมุนเวียนให้กับโรงเรียนเพื่อใช้เป็นทุนในการพัฒนาการศึกษา นำร่องโรงเรียนฉะเชิงเทรา ปัญญานุกูล (โรงเรียนสงเคราะห์พิเศษสำหรับเด็กพิการทางสมอง) จ.ฉะเชิงเทรา สำหรับโรงเรียนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ สามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่ฮอทไลนท์สายด่วนดั๊บเบิ้ล เอ 1759

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท คิธ แอนด์ คินฯ จำกัด คุณมารยาท จำปาทุม โทร. 02 663 3226 ต่อ 64 หรือ (085-839-1133)

ที่มา: http://www.ryt9.com/news/2008-01-11/iqda0dc31ccfa19602c975796b678c0ee2/

ญี่ปุ่นจับมือสหรัฐ- อียูเล็งตั้งองค์กรประหยัดพลังงานรับมือภาวะโลกร้อน

ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป(อียู) ร่วมคิดหาแนวทางในการจัดตั้งองค์กรประหยัดพลังงานแห่งใหม่ เพื่อรับมือกับปัญหาภาวะโลกร้อน

หนังสือพิมพ์ยูมิโอริของญี่ปุ่น รายงานว่า แผนการจัดตั้งองค์กรใหม่นี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการกลางระหว่างประเทศในการรับมือกับปัญหาโลกร้อน โดยจะมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการในที่ประชุมสุดยอดกลุ่มจี 8 ที่เกาะฮอกไกโดในเดือนก.ค.นี้

ทั้งนี้ องค์กรดังกล่าวจะมีบทบาทในการเสนอมาตรการประหยัดลังงานแก่ประเทศสมาชิกในกลุ่มจี 8 และสมาชิกของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ รวมทั้งจีนและอินเดีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงานจากประเทศที่พัฒนาแล้วไปยังประเทศที่ใช้พลังงานจำนวนมาก และศึกษาผลกระทบในประเทศเหล่านั้น รวมถึงติดตามผลสำเร็จในการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนจากญี่ปุ่น สหรัฐฯ และอียู ยังอยู่ในขั้นตอนการหารือถึงแนวความคิดเกี่ยวกับการจัดตั้งโครงการดังกล่าว และกำลังมองถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งที่ทำการขึ้นภายในสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์ดีดขึ้นแตะ 99.24 ดอลล์หลังแตะระดับ $100 วันที่ 2

ราคาน้ำมันที่ตลาดสิงคโปร์ซื้อขายวันนี้ (4 ม.ค.) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ภายหลังจากที่ทะยานเหนือระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน เนื่องจากความวิตกเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัว และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง

สำนักข่าวธอมสัน ไฟแนนเชียลรายงานว่า ในช่วงเช้าวันนี้ สัญญาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนก.พ. และได้มีการซื้อขายที่ตลาดสิงคโปร์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6 เซนต์ แตะที่ระดับ 99.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากระดับปิดที่ 99.18 ดอลลาร์ที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้

ราคาน้ำมันทะยานสูงเป็นประวัติการณ์แตะระดับ 100.09 ดอลลาร์/บาร์เรล ในช่วงแรกของการซื้อขายที่สหรัฐเมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากที่เมื่อวันพุธราคาสัญญาซื้อขายน้ำมันพุ่งแตะระดับ 100 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

กระทรวงพลังงานสหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบร่วงลง 4.0 ล้านบาร์เรลในช่วงสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 28 ธันวาคม นับเป็นการลดลงสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกัน
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ปริมาณความต้องการน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่สอดคล้องกับอุปทานที่มีอยู่ ซึ่งเป็นผลมาจากเศษฐกิจในหลายประเทศที่ขยายตัวขึ้น อาทิ จีนและอินเดีย และการลงทุนจากกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้กำลังการผลิตสำรองลดลง

ที่มา : http://www.ryt9.com/news/2008-01-04/iq2e0e9ebfeb59641ed049471630cd9b1e/

โรงงานมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากลแห่งแรกของประเทศไทย

กรุงเทพฯ--3 ม.ค.--มาร์เก็ตติ้ง อินทิเกรชั่น

ในขณะที่ประเทศต่างๆ หันมาให้ความสนใจกับการป้องกันปัญหาจากภาวะโลกร้อน โรงงานผลิตพรมแผ่นของอินเตอร์เฟซฟลอร์ได้รับการรับรองมาตรฐานสิ่งปลูกสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ the Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) เป็นรายแรกของประเทศไทย นับเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมไทยในการเข้าสู่สังคมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

LEED เป็นการกำหนดมาตรฐานสิ่งปลูกสร้างที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกรายละเอียด กำหนดโดย The U.S. Green Building Council ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินสิ่งปลูกสร้าง ตั้งแต่การออกแบบในตอนแรกไปจนตลอดกระบวนการรวมถึงขั้นตอนการก่อสร้างด้วย โดยพิจารณาตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ การก่อสร้าง ประสิทธิภาพของการใช้น้ำ พลังงานและบรรยากาศ การเลือกวัสดุและแหล่งที่มา ไปจนถึงคุณภาพของสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร

“การสร้างสถานประกอบการตามมาตรฐาน LEED นั้น นอกจากจะมีผลดีต่อสภาพแวดล้อมแล้ว ยังก่อให้เกิดผลดีต่อกิจการอีกด้วย เพราะอาคารที่ผ่านเกณฑ์นั้น จะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่ำกว่าสิ่งปลูกสร้างทั่วไป ลดปริมาณขยะที่ต้องขนไปทิ้ง ประหยัดการใช้พลังงานและน้ำ มีบรรยากาศการทำงานที่ถูกสุขอนามัยและปลอดภัย” มร.โรบิน เฮลส์ รองประธานด้านการตลาดและผลิตภัณฑ์ กล่าว “และในบางประเทศ ภาครัฐยังให้การสนับสนุนแนวคิดนี้ด้วยการให้สิทธิ์ลดหย่อนทางภาษีควบคู่ไปกับสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกด้วย”

แม้โรงงานแห่งนี้จะเป็นโรงงานแรกของไทยที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานLEED แต่อินเตอร์เฟซฟลอร์ได้มีสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับมาตรฐานดังกล่าวแล้วอีกสองแห่ง คือ สำนักงานและโชว์รูมของบริษัทที่เซี่ยงไฮ้ที่ได้รับการรับรอง LEED-CI (Commercial Interior) สำหรับองค์ประกอบภายในสถานประกอบการระดับ Gold และโชว์รูมในรัฐแอตแลนต้า สหรัฐอเมริกาก็ได้รับมาตรฐาน LEED ในระดับ Platinum ด้วยเช่นกัน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อินเตอร์เฟซฟลอร์เป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการดำเนินกิจการด้วยจิตสำนึกของการรับผิดชอบต่อสภาวะแวดล้อมอย่างยั่งยืน และความมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้หมดไป

โดยได้คิดค้นกระบวนการผลิตโดยใช้วัตถุดิบที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุดในทุกขั้นตอนและทุกรายละเอียด เช่น การคิดค้นเทคนิคการติดตั้งพรมแผ่นโดยไม่ใช้กาวเปียก การผลิตพรมจากเส้นใยรีไซเคิล การมอบเส้นใยเหลือใช้เพื่อสร้างอาชีพให้แก่ชุมชน การนำเศษพรมตัดไปให้โรงงานผลิตซีเมนต์ใช้เป็นวัตถุดิบแทนการก่อขยะ เป็นต้น ล่าสุดนี้ มร.เรย์ แอนเดอร์สัน ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท อินเตอร์เฟซ อิงค์ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน Hero of the Environment จากนิตยสารไทมส์ ฉบับปลายเดือนตุลาคม 2550 ร่วมกับนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระดับโลกอีกหลายท่าน อาทิ อัล กอร์, ริชาร์ด แบรนสัน, มิคาอิล กอร์บาชอฟ

“เราต้องการเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม การเป็นผู้ริเริ่มย่อมยากกว่าการเป็นผู้ตามอยู่แล้ว ผมมั่นใจว่าถ้าเราทำได้ บริษัทอื่นก็ต้องทำได้เช่นกัน แนวทางการดูแลสิ่งแวดล้อมนั้นส่งผลดีให้กับบริษัททั้งทางตรงและทางอ้อมตลอดมา เฉพาะที่โรงงานในชลบุรีเพียงแห่งเดียว เราลดค่าใช้จ่ายไปได้แล้วกว่าหนึ่งล้านเหรียญสหรัฐ” มร.โรบิน เฮลส์ กล่าวต่อ “เรายินดีเป็นกรณีศึกษา ให้คำแนะนำ และเปิดโรงงานให้ผู้สนใจได้เข้าชม สำหรับผู้ที่สนใจเข้าโครงการ LEED เช่นเดียวกับอินเตอร์เฟซฟลอร์”

ที่มา : http://www.ryt9.com/news/2008-01-03/iq50b07a76faeb3153a491d376bd6db3f3/

จีนยืนยันพึ่งเชื้อเพลิงถ่านหิน ชี้ไม่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงพลังงานโลก

พุธที่ 26 ธันวาคม 2007 15:23:04 น. -- IQ ข่าวเศรษฐกิจ

รายงานด้านพลังงานในสมุดปกขาวที่ออกโดยคณะรัฐมนตรีจีนยืนยันว่า จีนจะยังคงพึ่งพาการใช้พลังงานถ่านหินในระยะยาวต่อไป พร้อมทั้งชี้แจงว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวของจีนมิได้เป็นภัยคุกคามความมั่นคงด้านพลังงานโลกแต่อย่างใด

รัฐสภาจีนกล่าวว่า "จีนจะหาแนวทางในการใช้พลังงานถ่านหินที่สะอาดขึ้นเพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน โดยจีนไม่เคยและจะไม่ทำการใดๆที่ถือเป็นภัยคุกคามเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก"

ในรายงานดังกล่าวระบุว่า จีนจะหาแหล่งทรัพยากรพลังงานภายในประเทศมากขึ้น พร้อมทั้งเดินหน้าสำรวจน้ำมันและก๊าซควบคู่ไปกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและกระตุ้นการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) เปิดเผยว่า อุปสงค์พลังงานโดยรวมของจีนจะขยายตัวขึ้น 3.2% ต่อปีในระหว่างปี 2548 และ 2573 ซึ่งขณะนี้จีนพึ่งพาพลังงานถ่านหินเป็นสัดส่วน 70% ของพลังงานทั้งหมดที่จำเป็นของจีน ซึ่งเป็นที่คาดว่า ถ่านหินจะยังคงเป็นทรัพยากรพลังงานที่มีบทบาทสำคัญกับจีนอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ปริมาณการใช้ถ่านหินยังเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศในประเทศจีน และเป็นต้นเหตุของการเกิดภาวะเรือนกระจก ซึ่งหากจีนยังมีปริมาณการใช้ถ่านหินในระดับนี้อย่างต่อเนื่อง จีนจะต้องเผชิญแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น

สำนักข่าวซินหัว ไฟแนนซ์รายงานว่า หลังจากที่จีนเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจจนเฟื่องฟูมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี จีนก็ได้กลายเป็นประเทศผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลกที่ต้องหาทรัพยากรธรรมชาติจากแหล่งอื่นๆ โดยเฉพาะน้ำมันดิบในแอฟริกาและเอเชียกลาง

นอกจากนี้ รายงานในสมุดปกขาวยังระบุด้วยว่า จีนได้ให้คำมั่นที่จะลดระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกให้ได้ที่ 9.3% ในระหว่างปี 2493-2549 แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศที่แพร่กระจายก๊าซดังกล่าวเป็นลำดับที่ 92 ของโลกก็ตาม


ที่มา : http://www.ryt9.com/news/2007-12-26/iq933502989d83bea79966d6440d18e946/

โครงการ “ดินดี น้ำใส เทิดไท้ มหาราชัน” ปลูกป่าเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนม์มายุครบ 80 พรรษา

กรุงเทพฯ--19 ธ.ค.--

เป็นโครงการที่รณรงค์ให้ประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันลดภาวะโลกร้อน โดยช่วยกันปลูกป่า “ ต้นมหาเศรษฐี” (ต้นตะกู) จำนวน 180,000,000 ต้น เพื่อลดภาวะโลกร้อน และหันมาดูแลธรรมชาติด้วย Nano—Active หัวเชื้อจุลินทรีย์สูตรเข้มข้นพิเศษ สืบเนื่องจากปีนี้เป็นปีมหามงคลยิ่ง ในวาระเป็นปีครบรอบ 80 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 จึงจัดทำโครงการนี้เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติของพระองค์ท่าน หลังจากพระองค์ได้ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายมาเป็นเวลาหลายสิบปี จากการทรงประกอบพระราชกรณียกิจ เพื่อปวงชนชาวไทยและประเทศไทยในทุกๆด้านโดยเฉพาะในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเพื่อส่งผลให้พสกนิกรอยู่ดีกินดี

สำหรับการส่งเสริมในโครงการนี้ ทางโครงการได้ผลิตกล้าไม้ “ต้นมหาเศรษฐี” (ต้นตะกู) เพื่อใช้ในโครงการ จำนวน 180,000,000 ล้านต้น “ ต้นมหาเศรษฐี” (ต้นตะกู) ถือเป็นไม้เศรษฐกิจชนิดใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจ เพราะมีข้อดี คือปลูกง่ายโตเร็วเพียง 5 ปี สามารถ ตัดขายได้ โดยมีคุณสมบัติ สามารถนำมาใช้ทดแทนไม้ยางพารา และไม้สัก ในอุตสาหกรรมต่างๆได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ หรือใช้ทำไม้แผ่นแปรรูป รวมถึงสำหรับทำลังพาเล็ทในอุตสาหกรรมส่งออก เป็นต้น

นอกจากนั้น ทางโครงการยังได้ผลิต Nano—Active สำหรับโครงการนี้ จำนวน 4,000,000 ชุด แบ่งเป็น หัวเชื้อจุลินทรีย์สูตรเข้มข้นพิเศษสำหรับภาคการเกษตร จำนวน 2,000,000 ชุด ซึ่งเมื่อใช้ในภาคเกษตรแล้วจะส่งผลดีทั้งต่อดินและพืช คือสามารถปรับปรุงดินให้คุณภาพดีขึ้น ส่วนต้นไม้ก็มีอัตราการเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี

การผลิตสูตรสำหรับการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อใช้ในโครงการนี้อีก จำนวน 2,000,000 ชุด ซึ่งสามารถใช้บำบัดน้ำเสีย ทั้งจากน้ำทิ้งภายในครัวเรือน คูคลอง แหล่งน้ำ รวมไปถึงน้ำเสียในโรงงานอุตสาหกรรม หลังจากใช้คุณภาพของแหล่งน้ำจะดีขึ้น ใสสะอาด ซึ่งเป็นผลดีต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และธรรมชาติโดยรวม

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินงาน 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 ธันวาคม 2550 ถึง 1 มิถุนายน 2551 ต้นตะกูหรือภาษาทางภาคเหนือเรียกว่า “ตุ้มหลวง” เป็นไม้ที่ขึ้นได้ทุกพื้นที่ของประเทศไทย ส่วนมากจะขึ้นอยู่ตามป่าริมห้วยและที่เป็นเขาหรือบริเวณบ้าน ประโยชน์ของต้นตะกูคือ นำไปทำเฟอร์นิเจอร์ได้ทุกชนิด ทำไม้กระดาน เสาบ้าน ประตู หน้าตาง วงกบ ทำเรือขุด เพราะว่าต้นไม้มีขนาดใหญ่ มีเนื้อไม้ที่ละเอียด มีน้ำหนักเบากว่าไม้ประดูหรือไม้มะค่า น้ำหนักใกล้เคียงกับไม้สัก และนำไปทำกลอง ด้ามปืน และคุณสมบัติพิเศษของต้นตะกูอีกอย่างคือ ปลวกหรือมอดไม่กินเหมือนไม้สัก

ที่มา : http://www.ryt9.com/news/2007-12-19/iq6296a22668b6f34c9ad39be5054bfe57/

1,000,000 วิธีแก้โลกร้อน!

กรุงเทพฯ--21 ธ.ค.--TK park

1,000,000 วิธีแก้โลกร้อน! ปรากฏการณ์โลกร้อน หรือ สภาวะโลกร้อน คือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของผิวโลกและผืนมหาสมุทรสูงขึ้น โดยมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ เป็นตัวการกักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้ไม่ให้คายออกไปสู่บรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุให้รังสีความร้อนที่ผ่านชั้นบรรยากาศเข้ามาถูกกักไว้ในโลกโดยไม่สามารถสะท้อนกลับออกไปได้ หรือที่เรียกว่า “ภาวะเรือนกระจก” การเกิดขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากกระบวนการเผาไหม้ของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล อาทิ น้ำมันปิโตรเลียม ถ่านหิน ทั้งจากกิจกรรมการขนส่งและการผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นต้น ทำให้สะสมจึงเกิดเป็น“ภาวะโลกร้อน” ผลเสียได้ก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นภัยกับมนุษย์หลายต่อหลายครั้ง เช่น น้ำท่วม ความแห้งแล้ง ลมพายุ อุณหภูมิที่สูงขึ้น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและรุกตัวเข้ามาในแผ่นดิน โดยช่วงเวลาที่ผ่านมา “ภาวะโลกร้อน” ได้ก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นในหลายพื้นที่ของโลก ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่…

TK park ร่วมกับคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดกิจกรรม 1,000,000 วิธีแก้โลกร้อน! Global Warming! A Million ways to cool down เป็นส่วนหนึ่งของโครงการประชุมระดับนานาชาติด้านศิลปะและการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมโลก โครงการนี้ได้เชิญศิลปินต่างชาติ อาทิ Debra Porch ศิลปินและอาจารย์ชาวออสเตรเลีย Yasumi Hakoshima ศิลปินชาวญี่ปุ่น และศิลปินอีกหลายท่านจากเกาหลี และเวียดนาม ศิลปินไทย อาทิ ช่วง มูลพินิจ ปัญญา วิจินธนสาร และพิษณุ ศุภนิมิต รวมทั้งนักออกแบบ และคนทำงานด้านวัฒนธรรมกว่า 30 คน ภายในงานได้จัดนิทรรศการผลงานศิลปินและคนทำงานด้านวัฒนธรรม จากภาพวาดเส้น งานกราฟฟิก คำคม คำขวัญ และภาพถ่าย พร้อมถ่ายทอดผลงานบางส่วนลงบนเสื้อยืด และถุงผ้า นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน ผู้ที่สนใจมีส่วนร่วมแสดงแนวคิดผ่านเวิร์คช็อปในนิทรรศการนี้อีกด้วย ผลงานของศิลปินถูกถ่ายทอดออกมาเป็นนิทรรศการ คุณผลบุญ นันทมานพผอ.อุทยานการเรียนรู้ ท่านกล่าวว่า "ทุกสิ่ง ทุกอย่างจะดีขึ้นได้ต้องมีจิตสำนึกของตัวเราเอง" กิจกรรมเริ่มด้วยพี่กั๊ก - วรรณศักดิ์ ศิริหล้า นักแสดงละครเดี่ยวชื่อดัง สื่อสารเรื่องราวและกรรมวิธีต่างๆว่า “เด็กๆอย่างเราก็ช่วยลดโลกร้อนได้นะ” ตามด้วยพี่ลิต - ชลิต นาคพะวัน ศิลปินและครูสอนศิลปะ อารมณ์ดี นำพาเด็กๆเข้าสู่จินตนาการความสนุก ละเลงสี เรื่องโลกร้อนลงบนเสื้อยืดและถุงผ้าอย่างสนุกสนาน อีกทั้งยังเพลิดเพลินกับการเล่นเกมและกิจกรรมต่างๆ เพื่อรับของแจกฟรีในงานจากศิลปินกว่า 30 คน ร่วมจุดประกาย นำเสนอแนวทางดับโลกร้อนลงบนเสื้อยืด และถุงผ้า กว่า 30 แบบ หนูจะช่วยปลูกต้นไม้ให้โลกหายร้อนค่ะ น้องๆร่วมกันทำกิจกรรมอย่างสนุกสนาน

ปัญหาโลกร้อนน่าจะทุเลาเบาบางลงได้ เพราะเป็นเรื่องที่ยังพอมีเวลาและมีหนทางแก้ไข ถ้าเราร่วมมือในการปรับและเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างในการใช้ชีวิต ประจำวัน เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก เช่นการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อลดการใช้พลังงานที่เกินความจำเป็น รวมถึงการลดการใช้ถุงพลาสติกเนื่องจากการเผาทำลายถุงพลาสติกที่กลายเป็นขยะทำให้เกิดการสะสมตัวของสารพิษในชั้นบรรยากาศ ตลอดจนการปลูกต้นไม้ในบริเวณที่พักอาศัยสามารถช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ให้ไปสะสมตัวในชั้นบรรยากาศ ถ้าเราทุกคนในโลกนี้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ โลกก็จะสวยด้วยสองมือเรา

***ข้อมูลอ้างอิงจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ที่มา : http://www.ryt9.com/news/2007-12-21/iq29305e170cdad3806770d65ef2d86df6/